Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
BPK Hotline

โรคเสียงอื้อในหู ความผิดปกติของหู

4 มิ.ย. 2558

 
เสียงดังรบกวนในหู (Tinnitus)  
   คือ เสียงที่เกิดจากความผิดปกติของหู หรืออวัยวะข้างเคียงแบ่งออกเป็น 2 แบบ  
  1. เสียงรบกวนที่ผู้ป่วยได้ยินคนเดียว (Subjective Tinnitus) เช่น เสียงจิ้งหรีดร้อง, เสียงพรึบพรับ, เสียงลม หรือเสียงหึ่งๆ อื้อๆ
  2. เสียงที่แพทย์ได้ยินด้วย (Objective Tinnitus) มักเป็นเสียงที่เกิดจากหลอดแดงใหญ่ (Carotid Artery) หลอดเลือดดำ (Jugular Vein) ที่ผ่านจากคอไปสมอง มักเป็นเสียงตุ้บๆ หรือฟู่ๆ ตามชีพจร    
การวินิจฉัย 
   คือ การสังเกตลักษณะเสียงที่รบกวนในหูของผู้ป่วย จะช่วยในการวินิจฉัย ดังนี้ 
  1. เสียงจิ้งหรีดร้อง หรือเสียงรบกวนที่มีความถี่สูง เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นในทั้งจากอายุที่มากขึ้น และจากการทำงานอยู่กับเสียงดังมากเป็นเวลานาน หรือจากการได้ยินเสียงดังมากทันที เช่น ระเบิด ประทัด ซึ่งมักจะมีการสูญเสียการได้ยินด้วย นอกจากนี้ ยาบางตัวยังมีผลทำให้เซลล์ประสาทหูชั้นในเสื่อม เกิดหูตึง หูดับ เช่น แอสไพริน ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาฆ่าเชื้อที่เป็นพิษกับไตมักเป็นพิษกับหูด้วย รวมถึงยาเคมีบำบัดบางชนิด
  2. เสียงลม เกิดจากการทำงานของท่อปรับความดันหูผิดปกติ
  3. เสียงรบกวนจากภาวะหินปูนเกาะที่ฐานกระดูกโกลน ในหูชั้นกลาง
  4. เสียงพรึบพรับ เกิดจากขี้หูที่อยู่ใกล้แก้วหูขยับไปมาตามการสั่นของแก้วหู เมื่อมีการรับเสียงจากภายนอก
  5. เสียงก้องในหูจากการมีน้ำขังในหูชั้นกลาง
  6. เสียงหึ่งๆ อื้อๆ หรือเสียงรบกวนที่มีความถี่ต่ำ มักเกิดกับโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ร่วมกับอาการเวียนหัวบ้านหมุน และการได้ยินลดลง
  7. เสียงตุ้บ ตุ้บ ที่ดังตามชีพจร มักเกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Carotid Artery) ตีบจากภาวะที่มีคราบไขมันเกาะผนังหลอดเลือด ภาวะความดันสูง การทำงานผิดปกติของต่อมไทรอยด์ หรือ ภาวะซีด มักทำให้หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้น
  8. เสียงฟู่ที่ดังตามชีพจร มักเกิดจากการที่หลอดเลือดดำใหญ่ (Jugular Vein) วางตัวสูงใกล้กับกระดูกกกหู เมื่อแพทย์กดบริเวณนั้นเสียงมักหายไป
  9. เสียงคลิ้กในหู เกิดจากการหดเกร็งของเอ็นยึดกระดูกโกลน ของหูชั้นกลาง แก้ไขได้โดยการให้ยา ถ้าไม่ดีขึ้นต้องอาศัยการผ่าตัดรักษาต่อไป
   นอกจากการสังเกตลักษณะเสียงที่รบกวนในหูของผู้ป่วยแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะมีการวินิจฉัยโดยการตรวจการได้ยิน “ออดิโอแกรม” (Audiogram) ร่วมด้วยเสมอ เพื่อความแม่นยำและถูกต้องในการวินิจฉัยโรค  
การรักษา
    การรักษา ขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงรบกวนนั้น เช่น การทำความสะอาดเพื่อเอาขี้หูออก, การให้ยารักษาอาการบวมของท่อปรับความดันหูหรือการให้ยาเพื่อรักษาอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน, การให้ยาเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหูชั้นใน, การใช้สเตียรอยด์, ใบแปะก๊วย หรือยาเพิ่มเลือดไปเลี้ยงในหูชั้นในชนิดอื่น เช่น เบต้าฮีสทีน จะช่วยลดเสียงรบกวนได้ประมาณ 60 %
   “มีการศึกษาในญี่ปุ่น ในคนไข้มากกว่า 3,000 คน ที่เคยรักษาด้วยยากินมาแล้ว พบว่าการฉีด สเตียรอยด์ เข้าในหูชั้นกลาง ได้ผลดีกว่าการรับประทานยาเพียงอย่างเดียว”
   บางชนิดต้องอาศัยการผ่าตัด เช่น การใส่ท่อระบายน้ำที่ขังในหูชั้นกลาง, การผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกโกลนเพื่อรักษาภาวะหินปูนเกาะที่ฐานกระดูกโกลนในหูชั้นกลาง การรักษาเสียงตุ้บที่ดังตามชีพจรและเสียงฟู่ ต้องได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) เพื่อการรักษาต่อตามสาเหตุที่พบ
   เสียงรบกวนในหูบางชนิดจะค่อยๆเกิดโดยไม่รบกวนผู้ป่วยมากนักแต่การได้ยินจะลดลงเรื่อยๆพร้อมกับอาการเดินเซ มักเกิดมาจากเนื้องอกของเส้นประสาทคู่ที่ 8 เนื้องอกในสมอง หรือก้านสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยในการวินิจฉัย และทำการรักษาด้วยการผ่าตัด หรือ แกมม่าไนฟ์ (Gamma Knife) ต่อไป
   “หูเป็นอวัยวะที่พัฒนาเป็นอันดับแรกตั้งแต่คนเราเป็นตัวอ่อนและได้รับการกระตุ้นด้วยเสียงตั้งแต่พัฒนาสมบูรณ์ ในครรภ์ การใช้งานที่ยาวนานย่อมเกิดความเสื่อมได้เป็นธรรมดา เมื่อเสื่อมก็มีสัญญาณเตือนเป็นเสียงรบกวนขึ้นมา การป้องกันให้เสื่อมช้าลงโดยหลีกเลี่ยงเสียงดัง รับประทานยาโดยปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันการทำลายเซลล์ประสาทรับเสียงหูชั้นในย่อมดีกว่าการแก้ไขภายหลัง เสียงดังในหูจากสาเหตุอื่นควรปรึกษาแพทย์หูคอจมูกเพื่อการรักษาที่สาเหตุ. อย่าปล่อยให้เสียงนั้นรบกวนคุณเพราะอาจทำให้คุณเครียดกับปัญหาที่รักษาได้” พญ.พัตราภรณ์ ตันไพจิตร กล่าว.

สนับสนุนข้อมูลโดย : พญ.พัตราภรณ์ ตันไพจิตร  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน หู คอ จมูก
โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. Call Center 1745

Go to top
Copyright © 2015 Bangpakok Hospital All rights reserved.